Wednesday, June 08, 2011

เหตุแห่งฝัน 1>2>3>4>6 ของคาร์ลยุง



Som Crookes :

มีเรื่องน่ารักเกิดขึ้นในหนังสือ Children's Dream ซึ่งรวบรวมคำบรรยายของดร.คาร์ลยุงเกี่ยวกับความฝันของวัยเยาว์ ในบทที่พูดถึงต้นเหตุและปัจจัยที่มำให้เกิดกระบวนการความฝัน หรือ dream process นั้นมีเยอะแยะมากมาย แต่สรุปสั้นๆได้ 5 สาเหตุ คือ

‎1. Somatic sources : คือปัจจัยทางกายภาพ เช่น ความเจ็บป่วย การนอนในท่านอนที่ผิดปกติ เช่นนอนทับแขน หรือตกหมอน หรืออาหารไม่ย่อย ฯลฯ อันนี้ก็ตรงกับที่เราเรียกว่าฝันเพราะ"ธาตุกำเริบ" (ธาตุโขภะ)

Som Crookes ‎:

2. Physical stimuli หรือ physical environment ที่เป็นตัวกระตุ้นในช่วงที่
เรานอนหลับ เช่น แสงฟ้าแลบ เสียงฟ้าร้อง หนาวเกินไป ร้อนเกินไป ฯลฯ

Som Crookes :
‎3. Psychical stimuli (psychical occurrences in the environment are perceived be the unconscious) หัวข้อนี้ค่อนข้างซับซ้อน เป็นปรากฏการณ์ที่จิตไร้สำนึกถูกกระตุ้นด้วยสัญญาณบางอย่าง ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมทั้งสถานที่ และสิ่งแวดล้อมของจิต เขายกตัวอย่างเช่น มีแขกมานอนค้างคืนที่บ้าน แล้วแขกคนนี้ก็ฝันถึงเรื่องราวปมปัญหาของคนในบ้านหลังนั้น ทั้งๆที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ยุงอธิบายถึงพลังงานบางอย่าง(ปมปัญหา)ที่ฟุ้งกระจายออกไปในสิ่งแวดล้อมโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว .. เขาเรียกข้อมูลประเภทนี้ว่าเป็นข้อมูลที่ลักลอบเข้ามาในความฝัน

[แปล: มันเป็นเรื่องที่เราไม่น่าจ
ะไปรับรู้ แต่เราก็รับรู้มันจนได้ ราวกับว่าจมูกของเรายื่นทะลุกำแพงเข้าไป และสูดดมข้อมูลที่ล่องลอยอยู่ในบรรยากาศโดยที่เราไม่ได้เจตนาเลย]

Som Crookes :
‎4. Past events : อดีตในที่นี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องที่ผ่านไปเมื่อเช้า เมื่อวาน หรือปีที่แล้ว แต่หมายถึงร่องรอยความทรงจำทั้งที่จำได้ ลืมไปแล้วแต่รู้ว่าลืม และลืมไปและไม่รู้ว่าลืม (ยุงเรียกว่าเป็นข้อมูลที่ขาดการติดต่อกับจิตสำนึก) รวมไปถึงอดีตที่เป็นผลพวงจากการพิมพ์ซ้ำของแบบแผนทางจิตที่เป็นสากล (collective psyche) .. มีตัวอย่างการฝันว่าละเมอพูดภาษาแปลกๆที่เจ้าตัวไม่รู้จัก แต่บังเอิญว่าคนที่ได้ยินรู้ว่าคนที่กำลังนอนละเมอนั้นพูดภาษาอะไร

Som Crookes ‎ :

6. Future events : อันนี้เป็นฝันเปลี่ยนวิถี (ไว้ค่อยเล่าทีหลัง ตอนนี้เหนื่อยแล้ว .. แต่อยากให้ดูว่า จากข้อ 4. แล้วกระโดดไปข้อ 6. (ชอบความเป๋อๆ : )

ตอนแรกพยายามหาข้อ 5 ... ที่น่ารักอีกจุดคือ ตอนแรกบอกว่ามี "five different posiible sources" แต่พอบรรยายจบมีการบอกว่า "The six points mentioned earlier are the most essential causes and conditions of dream process" ... [อารมณ์ดีละ ได้แชร์ :] ไปก่อนละ

Som Crookes :

ที่ชอบใจ คือ ความผิดพลาดที่ทางสำนักพิมพ์อาจจะไม่ได้ตั้งนี้ เป็นแบบฝึกหัด"ข้ามขอบแดนฝัน"ได้ดีเหมือนกัน (สำหรับเรา :)

Nongluk Lak Pituktammanat :
ข้อ 6 ทำเอางง ;)

Piyamon Kasemwananimit :
ทุกครั้งที่ได้อ่านงานครูส้
ม เหมือนได้สัมผัสความสุขจากครูส้มเชียวค่ะ ครูแชร์ได้จริง ๆ

Som Crookes
‎(: สุขใจที่มีคนอ่านค่ะ :)

Suwattana Chumpolkulwong :
นอนห้องใบคา ในฝันก็มีใบคา

Som Crookes :
ดีนะไม่ฝันเห็นบะจ่าง

Som Crookes :

วันก่อนคุยกับนู๋นาว่า กรณีข้อ 4 แล้วโดดไปข้อ 6 นั้นไม่น่าจะเป็นความผิดพลาดของสำนักพิมพ์และผู้เรียบเรียง น่าจะเป็นความเป๋อของอาจารย์ปู่ยุงเองมากกว่า ...จำได้ว่าเคยอ่านผ่านตาหลายปีแล้วว่าคาร์ลยุงไม่สนใจเรื่องความสมบูรณ์แบบในการเขียนของเขา เมื่อคืนนอนดึกเลยลองค้นดู (ไม่แล้วใจ :)

Som Crookes เจอแล้ว :)))

Som Crookes :

http://www.psywww.com/index.html

"Jung was an impressive scholar, fond of citing obscure sources and using rare words. You should have a dictionary nearby when reading Jung..... But Jung was not a careful writer who revised his works. He said he just let it all spill out, and future generations could try to make sense of it all.

Som Crookes :
เคยอ่านเจอบทสัมภาษณ์หนึ่งของปู่ยุง(นานแล้วหาต้นตอไม่เจอ) บอกว่าการศึกษาวิทยาการ(ในยุคของแก) นักวิชาการให้คุณค่ากับจิตสำนึกมากไปโดยถือว่า จิตสำนึก(conscious) เป็นเรื่องที่มีสาระ (make sense) และไม่ค่อยให้คุณค่ากับจิตไร้สำนึก (unconscious) เพราะจิตไร้สำนึกทำงานอย่างคลุมเครือ ทำให้นักวิชาการมองข้ามเรื่องจิตไร้สำนึกไปและมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ (nonsense) .. แต่กระนั้นคาร์ลยุงก็มุ่งมั่นค้นคว้าและศึกษาเรื่อง"เหนือสาระ"ของแกต่อไป

Som Crookes :
ภายหลังประโยคนี้ของปู่แกได้กลายเป็นประโยคยอดนิยมของสานุศิษย์จิตวิทยายุงเกี้ยน ..."The pendulum of the mind oscillates between sense and nonsense, not between right and wrong." (จากหนังสือ Memories, Dreams, Reflections)

Som Crookes :
เหตุผลที่นักมนุษยนิยมทางเลือกเป็นศิษย์สายยุงเกี้ยนกันเยอะ เพราะแนวคิดของคาร์ลยุง เป็นแนวคิดที่ไม่นิยมตัดสินแบบถูก-ผิด หรือแบบขาวจัด-ดำจัด ยุงอธิบายไว้หลายแห่งเกี่ยวกับเรื่องสัญลักษณ์วงกลมหยินหยางซึ่งอ้างอิงจากตำราอี้จิงของจีน (กระทั่งปู่แกมีตราสัญลักษณ์ส่วนตัวเป็นรูปหยินหยางกะเขาด้วย)

Piyamon Kasemwananimit :
ได้อ่านแนวคิดของคาร์ลยุงในเพจครูส้มบ่อย ๆ เข้าใจว่าแนวคิดนี้ยืดหยุ่นสูง และเปิดเผย พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ได้กดดัน และปลดปล่อยซะทีเดียว กุ้งเข้าใจถูกต้องมั๊ยคะ

Som Crookes :
ในวงกลมหยินหยาง (อันที่จริงต้องเรียกว่าวงกลมไท่จี๋..ปล.ไท่จี๋ไม่ได้แปลว่ามวยจีนแต่เป็นปรัชญาการใช้ชีวิต) ในสีขาวและสีดำของวงจรหยินหยางนั้น เป็นธรรมชาติแห่งทวิภาวะ หรือกฏของสิ่งคู่ตรงข้าม ซึ่งเป็นข้อหนึ่งของกฏธรรมชาติ แต่กฏของสิ่งคู่ตรงข้ามดำเนินคู่ไปกับกฏอีกกฏหนึ่งคือกฏแห่งความเปลี่ยนแปลงหรือการหมุนเวียนแทนที่ ดังนั้น หยิน(ส่วนสีดำ)ก็จะแปรเปลี่ยนมาเป็นหยาง(ส่วนสีขาว)เมื่อ ถึงเวลาที่เหมาะสม ดังเช่น กลางคืนและกลางวัน ..

ด้วยกฏธรรมชาตินี้ คาร์ลยุงกล่าวว่า ที่เขาพูดว่า ลูกตุ้ม(เพนดูลัม)ของจิต แกว่งไปมาระหว่างขั้วสองข้า
งตลอดเวลา (เหมือนลูกตุ้มนาฬิกาที่มีชีวิต) ด้านหนึ่งคือ จิตสำนึก อีกด้านคือ จิตไร้สำนึก ไม่ว่าเราจะสำเหนียกรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ลูกตุ้มชีวิตนี้ก็แกว่งของมันไปอย่างนี้แหละ และสองขั้วนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเรื่องผิดถูก ชั่วดี ควรไม่ควร ...

คาร์ลยุงให้แง่คิดในการมองเ
รื่อง"บาปและความชั่วร้าย"แตกต่างไปจากความเชื่อทางศาสนา เขามองว่าจิตใจที่มีสุขภาพสมบูรณ์ คือการเผยออกอย่างสมดุลของทั้งจิตสำนึกและจิตไร้สำนึก .....

(เรื่องนี้อธิบายต่อได้ว่า ทำไมดร.สโตนจึงสานต่อเป็นวิ
ชาวอยซ์ไดอาล็อก ที่ให้กลับมาตระหนักถึงความสมดุลของตัวตนสองด้าน.. อยากฟังใครที่เรียน VD มาช่วยเล่าหน่อยจังเลยค่ะ .. วิชาดีๆอยากขยายให้คนรู้จักมากขึ้น)


Piyamon Kasemwananimit :
จิตใจที่มีสุขภาพสมบูรณ์ คือการเผยออกอย่างสมดุลของทั้งจิตสำนึกและจิตไร้สำนึก....ตั้งแต่รู้ความจนบัดนี้ คำว่าจิตไร้สำนึก เป็นแง่ไม่ดีมากกว่าดี แต่จากที่อ่านนี้ให้น้ำหนัก เท่ากันและใช้ในโอกาสที่ต่างกัน โดยทั่วไปในการใช้ชีวิต ผู้ทำหรือแสดงตนว่าการกระทำนั้นถูก มักให้น้ำหนักไปว่ามีจิตสำนึก แต่ถ้ามองอย่างกลาง ๆ ก็ยังไม่แน่ใจว่าคนนั้นสุขภาพจิตใจ สมบูรณ์หรือเปล่า ในเมื่อการตัดสินถูกและผิตอยู่ที่รากเหง้าของสังคมนั้น

Som Crookes :
ตอบกุ้ง ... คิดว่าเป็นเช่นนั้นค่ะ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับความชอบและศรัทธาและจริตของแต่ละคนว่าจะมองแนวคิดสายยุงเกี้ยนอย่างไร ... ส่วนตัวนับถือปู่ยุงเป็นครูใหญ่ทางจิตวิทยา เหมือนที่นับถือชากาลล์เป็นครูใหญ่ทางวิจิตรศิลป์ และนับถือเฮสเสเป็นครูใหญทางวรรณกรรม นับถือตู้ฝู่เป็นครูกวีในดวงใจ (: ยังมีอีก :)

Som Crookes
ตอบกุ้งอีกรอบ :) คำว่า"จิตสำนึกและจิตไร้สำนึก" ในที่นี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความเป็นบวกหรือลบ แต่เป็นสภาวะของจิตตามที่มันเป็น(เช่นนั้นเอง) ... ส่วนที่เข้าใจกันผิด น่าจะมาจากปัญหาในการใช้"คำ"และการตีความมากกว่า(พี่คิดว่านะคะ) .... เวลาสื่อเรียกพฤติกรรมของคนบางคนว่า"พวกไร้สำนึก"ไม่ได้แปลว่าคนๆนั้นใช้"จิตไร้สำนึก"กระทำพฤติกรรมนั้น พี่มองว่าน่าจะหมายถึง"ขาดความตระหนัก(awareness)มากกว่า ... ปล. ความชอบส่วนตัว พี่ชอบคำว่า social awareness มากกว่าคำว่า social consciousness (วันนี้โม้ยาว ขอตัวไปเดินผ่านน้ำก่อนละ :)

Piyamon Kasemwananimit :
เพิ่งได้ลองอ่านวรรณกรรมแปล
ของเฮสเสไป 1 คือสิทธารถ ชอบค่ะ นับให้เป็นอีก 1 ความเห็นต่อเส้นทางแห่งการค้นหาตนเองเพื่ออะไรดี พบสุข พ้นทุกข์ สิ่งที่แฝงไว้ตลอดการค้นหาของสิทธารถะ คือชายแจวเรือส่งคนข้ามฟาก เหมือนเป็นสารจากผู้เขียนว่าเนี่ยแหละลักษณะที่ความสงบสุขที่เค้าได้ค้นพบ (อันนี้คิดเอง เออเองนะคะ)

Piyamon Kasemwananimit :
ขอเก็บทุกตัวอักษรกลับไปนอน
อ่านที่บ้านนะคะครูส้ม

Som Crookes
ขอให้นอนหลับฝันตื่นนะคะ


.................................................

ตามไปคุยกันต่อได้ที่เพจนี้นะ
ถอดรหัสภาพ ไพ่ บทกวี และความฝัน : Decoding Symbols in Arts, Dream and Tarot


0 comments: